
กราฟที่ 1: การเพาะปลูกข้าวนาปีของเกษตรกรไทย
จากกราฟที่ 1 แสดงให้เห็นว่าการใช้พื้นที่ในการปลูกข้าวนั้นในช่วงเดือน พ.ค.51 การใช้พื้นที่จะมีความใกล้เคียงกันระหว่างภาคเหนือและภาคอีสาน ภาคกลางจะมีการใช้พื้นที่มากที่สุด และภาคใต้ใช้พื้นที่น้อยที่สุด ภาคเหนือและภาคอีสานมีการใช้พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือน จนถึงเดือน ก.ค.51 มีการใช้พื้นที่มากที่สุด ภาคอีสานใช้พื้นที่มากเป็นร้อย 50 และภาคเหนือลองลงมา ร้อยละ 40 และในเดือน ส.ค.51 ภาคอีสานและภาคเหนือมีการใช้พื้นที่ลดลง ภาคอีสานใช้พื้นที่ลดลงมากจาก ก.ค.51 จนถึงเดือน ต.ค.51 ภาคกลางการใช้พื้นที่ไม่ร้อยละการใช้พื้นที่ไม่สูงมากและมีความใกล้เคียงกันระหว่าง พ.ค.51 – ส.ค.51 และในก.ย.51- ต.ค.51 มีการลดลงอย่างมาก ส่วนภาคใต้มีการใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อยในช่วง พ.ค.51 และจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมากสุดใน ก.ย.51 และค่อย ๆ ลดลง ทุกเดือน
ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสานไม่มีการใช้พื้นที่เพาะปลูกตั้งแต่ พ.ย. 51 - ก.พ. 52
ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสานไม่มีการใช้พื้นที่เพาะปลูกตั้งแต่ พ.ย. 51 - ก.พ. 52

กราฟที่ 2 กราฟแสดงผลผลิตข้าวของประเทศไทย ปี 2543 - 2553
จากกราฟจะเห็นได้ว่าปริมาณผลผลิตข้าวของไทยมีความสม่ำเสมอ ปริมาณการผลิตในแต่ปีมีความใกล้เคียงกันแต่จะมีความแตกต่างที่ประเภทของการทำนา คือ ปริมาณการผลิตข้าวนาปีมีปริมาณมากกว่าข้าวนาปรัง และปีที่มีการผลิตข้าวมากที่สุด(รวมทั้งนาปีและนาปรัง) คือปี 2550/51 และน้อยที่สุดคือปี 2543/44

จากกราฟแสดงให้เห็นว่าปริมาณการส่งออกข้าวปี 51 -52 ลดลง ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงตามไปด้วย ส่วนข้าวหอมปทุมธานี มีปริมาณการส่งออกและมูลค่าคงที่ และข้าวหอมมะลิไทยมีปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทำให้มูลค่าการส่งเพิ่มขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามถึงปริมาณการส่งออกข้าวจะลดลงแต่ก็ยังมีปริมาณการส่งออกที่มากที่สุดในปี 2551-2552 ถึง 75% และ70% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด ข้าวหอมมะลิไทยมีปริมาณการส่งออกลองลงมา คือ 19-23% และข้าวหอมปทุมธานี มีการส่งออกน้อยที่สุดคือ 2%
บทวิเคราะห์
1. จากข้อมูลสถิติการใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวของเกษตรกรแต่ละภาค ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีการเพาะปลูกข้าวทุกภาค เนื่องจากคนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก และนอกจากข้าวจะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว ข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก จนทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก
2. ผลผลิตข้าวของไทยที่เพิ่มขึ้นทุกปี จากปี 2543-2551 ในปี 2552 และ 2553 ผลผลิตลดลงตามลำดับ แสดงให้เห็นถึงปริมาณการส่งออกข้าวที่ลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจเกิดจากความผันผวนของตลาดโลกและการเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง คือสภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนมากกว่าอดีต เป็นช่วงเวลาซึ่งบางพื้นที่มีสภาพแห้งแล้งและบางพื้นที่มีสภาพหนาวเย็นผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของคนไทย ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ข้าวไม่มีคุณภาพ เป็นปัญหาที่ทำให้ตัวเลขผลผลิตข้าวลดลง
3. การส่งออกข้าวของไทยมีเปอร์เซ็นต์ลดลง เนื่องจากในตลาดโลกยังเกิดความผันผวนและภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ แต่อย่างไรก็ตามประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศยังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยจึงมีโอกาสทางการตลาดสูงที่จะเพิ่มการส่งออกข้าวได้อีก เนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่มีการกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออก
บทวิเคราะห์
1. จากข้อมูลสถิติการใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวของเกษตรกรแต่ละภาค ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีการเพาะปลูกข้าวทุกภาค เนื่องจากคนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก และนอกจากข้าวจะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว ข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก จนทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก
2. ผลผลิตข้าวของไทยที่เพิ่มขึ้นทุกปี จากปี 2543-2551 ในปี 2552 และ 2553 ผลผลิตลดลงตามลำดับ แสดงให้เห็นถึงปริมาณการส่งออกข้าวที่ลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจเกิดจากความผันผวนของตลาดโลกและการเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง คือสภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนมากกว่าอดีต เป็นช่วงเวลาซึ่งบางพื้นที่มีสภาพแห้งแล้งและบางพื้นที่มีสภาพหนาวเย็นผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของคนไทย ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ข้าวไม่มีคุณภาพ เป็นปัญหาที่ทำให้ตัวเลขผลผลิตข้าวลดลง
3. การส่งออกข้าวของไทยมีเปอร์เซ็นต์ลดลง เนื่องจากในตลาดโลกยังเกิดความผันผวนและภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ แต่อย่างไรก็ตามประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศยังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยจึงมีโอกาสทางการตลาดสูงที่จะเพิ่มการส่งออกข้าวได้อีก เนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่มีการกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น